อธิบายความแตกต่างของน้ำหนักบรรทุกแต่ละประเภท และวิธีเลือกให้ตรงกับการใช้งานจริง
สิ่งสำคัญที่จะได้เรียนรู้
- 1Static Load คือน้ำหนักขณะวางนิ่ง มักสูงกว่า Dynamic Load 2-3 เท่า
- 2Racking Load มีค่าน้อยที่สุด เพราะพาเลทรับน้ำหนักจากขอบด้านเดียว
- 3การเลือก Load Capacity ผิดอาจทำให้พาเลทแตกหักและสินค้าเสียหาย
Load Capacity คืออะไร?
Load Capacity หรือความสามารถในการรับน้ำหนัก เป็นสเปคที่สำคัญที่สุดในการเลือกพาเลทพลาสติก โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีค่าแตกต่างกันมาก การเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายในคลังสินค้า
Static Load — น้ำหนักขณะวางนิ่ง
Static Load คือน้ำหนักสูงสุดที่พาเลทรับได้เมื่อวางนิ่งบนพื้นราบ เช่น วางซ้อนในคลังสินค้า ค่านี้มักสูงที่สุดในสามประเภท เพราะน้ำหนักกระจายสม่ำเสมอบนพื้นผิวทั้งหมด ตัวอย่าง: พาเลท ABG-1210 มี Static Load 4,000 kg
Dynamic Load — น้ำหนักขณะเคลื่อนที่
Dynamic Load คือน้ำหนักสูงสุดเมื่อยกพาเลทด้วย Forklift หรือเคลื่อนย้ายบน Conveyor ค่านี้ต่ำกว่า Static Load เพราะมีแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้น โดยทั่วไป Dynamic Load ≈ 40-60% ของ Static Load
Racking Load — น้ำหนักบน Rack
Racking Load คือน้ำหนักสูงสุดเมื่อวางพาเลทบน Selective Rack โดยพาเลทรับน้ำหนักจากขอบสองด้านเท่านั้น ทำให้เกิด Bending Moment สูง ค่านี้จึงต่ำที่สุดในสามประเภท มักอยู่ที่ 30-50% ของ Static Load
สรุป: เลือกอย่างไรให้ถูกต้อง
ควรเลือก Load Capacity ตามการใช้งานหลักของพาเลท หากใช้กับ Rack ให้ดูค่า Racking Load เป็นหลัก หากใช้กับ Conveyor หรือ Forklift ดู Dynamic Load และเผื่อ Safety Factor อย่างน้อย 20% เสมอ ABIGAIL มีทีมวิศวกรพร้อมให้คำแนะนำเพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสม
